ราคาทองคำเมื่อช่วงหัวค่ำได้เคลื่อนไหวผันผวนหนัก โดยได้คำร่วงแตะ 1,687 ดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดเมื่อวานนี้ (1,686 ดอลลาร์) ก่อนจะดีดกลับมาแตะ 1,707 ดอลลาร์ แต่ก็ไม่สามารถยืนได้ และร่วงต่ำกว่า 1,700 ดอลลาร์อีกรอบ มาแตะที่  1,690 ดอลลาร์ ก่อนจะดีดมาแตะ 1,703 ดอลลาร์ แต่ก็ยังยืนเหนือแนวดังกล่าวไม่ได้ และลดลงมาแตะ 1693 ดอลลาร์

ทั้งนี้ปัจจัยที่เข้ามาฉุดให้ราคาร่วงลงมา ก็คือ การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ NFP ที่เพิ่มขึ้น 379,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 210,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 6.2% ในเดือนก.พ. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะทรงตัวที่ระดับ 6.3%

ส่วนตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขอันหลังถือเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ

นอกจากนั้นกระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 166,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 49,000 ตำแหน่ง และปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนธ.ค. ลดลง 306,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าลดลง 227,000 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ยังระบุว่าในเดือนก.พ. ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 465,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาครัฐจ้างงานลดลง 86,000 ตำแหน่งส่วนตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐ ซึ่งแสดงสัดส่วนของกำลังแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมด ทรงตัวที่ระดับ 61.4%

จากการประกาศตัวเลข NFP  ออกมาดีเกินคาด ทำให้เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา(ตามเวลาในประเทศไทย) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเหนือระดับ 1.617% แตะระดับสูงสุดในปีนี้ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.34% ทั้งนี้ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ ได้เพิ่มขึ้น 0.28% สู่ระดับ 91.89

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้เปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐ ในเดือนม.ค.เพิ่มขึ้น 1.9% สู่ระดับ 6.82 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 6.75 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 6.69 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค. ทั้งนี้ การนำเข้าเพิ่มขึ้น 1.2% สู่ระดับ 2.602 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 1.0% สู่ระดับ 1.919 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนลดลงสู่ระดับ 2.625 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 2.723 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค

ส่วนปัจจัยที่นักลงทุนเฝ้าจับตามอง ก็คือความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติให้ความเห็นชอบไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ก่อนที่จะส่งให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามรับรองเป็นกฎหมาย โดยกระบวนการอนุมัติทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 15 มี.ค.

CR : อินโฟเควสท์