บิตคอยน์ยังต้องเผชิญข่าวไม่สู้ดีต่อเนื่อง หลังที่ก่อนหน้านี้ “อีลอน มัสก์” ได้ทวิตข้อความเมิน ขณะที่หลายประเทศได้ประกาศที่จะเริ่มควบคุม การทำธุรกิจธุรกรรมของคริปโตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจีนและอเมริกาทำให้ราคาบิตคอยน์ร่วงลงแรง

แต่ข่าวที่น่าจะสั่นคลอนบิตคอยน์อย่างมาก คือกรณีล่าสุดที่เอฟบีไอ สามารถยึดคืนบิตคอยน์ มูลค่ากว่า 2.3 ล้านดอลลาร์ จากเงินค่าไถ่ราว 4.4 ล้านดอลลาร์ ที่บริษัทโคโลเนียล ไปป์ไลน์จ่ายให้กับกลุ่มแฮกเกอร์เพราะบิตคอยน์ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย และยากต่อการตรวจสอบ แกะรอยและยึดเงินคืนจากเจ้าหน้าที่รัฐได้

แต่ครั้งนี้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ระบุเจ้าหน้าที่ FBI สามารถเจาะรหัสผ่านเข้าไปยังwallets ที่ใส่เงินบิตคอยน์ของแฮกเกอร์ ทำให้เมื่อช่วงค่ำวานนี้ตามเวลาไทย ราคาบิตคอยน์ร่วงลง 10.75% สู่ระดับ 31,809 ดอลลาร์ หรือราว 996,600 บาท แต่ล่าสุด (16.45 น.)ราคาบิตคอยน์ สามารถกลับมายืนเหนือ ระดับ 34,000 ดอลลาร์ได้

ทั้งนี้ เอ็ดเวิร์ด โมยา นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Oanda Corp กล่าวว่า หากบิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ อาจทำให้เกิดแรงขายอย่างรุนแรงตามมา โดยคาดกันว่าอาจจะหลุดไปถึง 20,000 ดอลลาร์  

อย่างไรก็ดี ทาง siamblockchain ได้รายงานโดยอ้างถึง Adam Back CEO ของ Blockstream ได้ออกมาทวีตข้อความส่วนตัวเพื่อโต้แย้งข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่า FBI ไม่สามารถกู้เงินเหล่านั้นคืนได้ด้วยวิธีการแฮ็กกระเป๋าเงิน เพราะไม่มีกระเป๋าเงิน bitcoin ใดที่ถูกแฮ็ก และทุกคนรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

พร้อมอธิบายว่าแฮกเกอร์ได้เช่า cloud server เพื่อเก็บ BTC ที่ได้รับไว้เป็นค่าไถ่ จากนั้น FBI และ DoJ ได้เข้าควบคุม cloud server ของแฮกเกอร์ ออกหมายเรียกและกู้เหรียญคืน เรื่องทั้งหมดก็มีแค่นั้น

ส่วนผลพวงจากที่ราคาบิตคอยน์ร่วงลงมาแรง จะส่งผลดีต่อราคาทองคำอย่างไรบ้างนั้น จากที่ทีมงานของ GoldKub.com ได้พุดคุยกับผู้บริหารของบริษัทค้าทองคำในประเทศหลายแห่ง ก็ยืนยันตรงกันว่า อาจจะมีเม็ดเงินไหลมาบ้างแต่จะส่งผลบ้างแต่ไม่มากนัก

เพราะมาร์เก็ตแคปของบิตคอยน์กับทองคำยังต่างกันหลายสิบเท่า การที่เงินไหลออกมาจากบิตคอยน์ก็มีโอกาสเข้ามาพักที่ตลาดทองคำ เพราะถือเป็นทรัพย์สินที่มีความปลอดภัยและมีความมั่นคง

ที่สำคัญขณะนี้ทิศทางและแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังเป็นบวก และยังมีปัจจัยหนุนมากมายโดยเฉพาะเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่าในระยะสั้นราคาทองคำอาจจะมีการแกว่งตัว และเคลื่อนไหวไซด์เวย์บ้าง แต่เป็นการพักฐานหลังจากที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นการสะสมพลังเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า

เราจะไปย้อนดูเหตูการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับตลาดบิตคอยน์ในปีนี้ โดยเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ได้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขึ้นไปแตะเหนือระดับ 64,400 ดอลลาร์ หรือกว่า 2,000,000 บาท

แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือน ราคาบิตคอยน์ก็ได้ร่วงแตะระดับ 30,261 ดอลลาร์ หายไปกว่า 50% ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการเข้าควบคุมตลาดคริปโตของทางการจีน สหรัฐ และอังกฤษ รวมถึงอิหร่าน  

ทั้งนี้หลังจากที่ทางการจีนประกาศที่จะเข้ามาควบคุมตลาดคริปโตจริงจัง ทาง เว่ยป๋อ (Weibo) แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนที่ให้บริการคล้ายทวิตเตอร์  ได้ระงับบัญชีการใช้งานของอินฟลูเอนเซอร์ด้านสกุลเงินคริปโต โดยระบุละเมิดกฎหมายของจีน และละเมิดกฎระเบียบของเว่ยป๋อด้วย

นอกจากนั้น อีลอน มัสก์ ประกาศงดรับบิตคอยน์ในการซื้อรถยนต์เทสลา โดยอ้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการขุดบิตคอยน์ต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมาก ก่อนที่ล่าสุดจะทวีตข้อความ #Bitcoin ตามด้วยอิโมจิรูปหัวใจแตกสลาย

พร้อมกับโพสต์ รูปของคู่รักในบทสนทนาที่ส่อแววว่าจะเลิกรากัน ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวิตโจมตีบิตคอยน์ว่าเป็นสิ่งหลอกลวง และแย่งความสำคัญของดอลลาร์ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆออกกฎระเบียบควบคุมบิตคอยน์