ราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาวิกฤตสำหรับขายบายหรือชาวดอย หลังราคาได้ปรับตัวลงแรงจากผลการประชุม FED ทำให้ราคาทองคำในประเทศลในสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงถึงบาทละ 1,150 บาท จากราคาเปิดเมื่อวันจันทร์ราคาขายออกอยู่ที่ บาทละ 27,550 บาท มาปิดตลาดเมื่อวันเสาร์ที่ราคาขายออกบาทละ 26,400 บาท  (ตารางราคาซื้อขายทองคำสมาคมค้าทองคำ)

ขณะที่ราคา goldspot ได้ปรับลดแรงกว่า 100 ดอลลาร์ จากราคาเปิดวันจันทร์ที่ 1,877 ดอลลาร์ มาปิดที่ 1,764 ดอลลาร์ โดยเฉพาะหลังจากการประชุม FED เมื่อคืนวันพุธ ราคาได้ร่วงลงเกือบ 100 ดอลลาร์ จาก 1,863 ดอลลาร์ มาแตะที่ 1,763 ดอลลาร์(กราฟราคาทองคำ)

ทั้งนี้ แม้ว่าผลการประชุมเฟดเดือน มิ.ย.จะยังคงนโยบายเดิม แต่ได้มีการปรับคาดการณ์ตัวเลข เศรษฐกิจหลายตัว โดยเฉพาะมีความเห็นจากคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่ ที่มองว่าควรจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด ให้ราคาทองคำร่วงแรงหลุดทุกแนวรับสำคัญ

จนเกิดคำถามว่าราคาทองคำได้กลับทิศเป็นขาลงแล้วหรือยัง เพราะ FED มีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ดัชนีดอลลาร์ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนบริเวณ 92.008  และฉุดราคาทองคำร่วงแรง

GoldKub.com ได้สำรวจความเห็นจากนักวิเคราะห์จากทั้งไทยและต่างชาติ ทุกคนให้ความเห็นตรงกันว่า เมื่อ FED ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยย่อมไม่ส่งผลแง่ลบต่อราคาทองคำแน่นอน  และบางนัววิเคราะห์บางคนได้ฟันธงว่าราคาทองตำจะเริ่มกลับเข้าสู่ขาลงอย่างชัดเจน และได้ส่งสัญญาณมาตั้งแต่การเริ่มควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนทำได้อย่างแพร่หลาย ทำให้มีการคลายล็อคดาวน์ และตัวเลขการฟื้นตัวเศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน

อย่างไรก็ดีบางสำนักมองเห็นต่าง โดยระบุว่าหากจะมองตามทฤษฎีที่ว่าเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นราคาทองคำก็ควรปรับลดลง เพราะความดึงดูดของการลงทุนทองคำจะลดลง แต่ทว่าปัจจัยแวดล้อมจากวิกฤตในครั้งนี้ต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะปริมาณเม็ดเงินที่สหรัฐอัดฉีดไปก่อนหน้านี้มีปริมาณมหาศาล และยังสหรัฐยังเตรียมอัดฉีดเงินอีกก้อนใหญ่

ที่สำคัญในครั้งนี้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าปกติ จากเดิมที่สหรัฐจะไม่ยอมเงินเฟ้อเกินกว่า 2% แต่ครั้งนี้ FED ก็ยืนยันชัดว่าจะยอมปล่อยให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ เจเน็ต เยนเลน รมว.คลังสหรัฐ ที่ระบุชัดว่าถึงเวลาที่สหรับควรจะปล่อยให้เงินเฟ้อเกินกว่า 2% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะทำให้ทฤษฎีเก่าๆ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับครั้งนี้ได้

นอกจากนั้นยังมีอีกประเด็นที่ต้องจับตา คือการเข้าซื้อทองของคำกองทุน ETF โดยเฉพาะ SPDR ที่ได้ซื้อทองคำ 11.08 ตัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ในช่วงหลังประชุม FED ในคืนวันพุธ ทาง SPRD ซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเกือบ 10 ตัน และในเดือนนี้ยังมียอดการซื้อเป็นบวกอยู่เกือบ 10 ตัน และยังคงยอดซื้อบวกต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (อ่านข้อมูลการซื้อขาย SPDR เดือนพ.ค.) แม้ว่าในปีนี้จะติดลบอยู่ 117 ตัน และยังคงถือครองทองคำอยู่ 1053.06 ตัน  

ทั้งนี้ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนฟิวเจอร์ส จำกัด หรือ YLG ระบุว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกกองทุน ETFs ทองคำถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนควรติดตามอยู่เสมอ  เพราะนอกจากจะเป็นส่วนสำคัญในตลาดทองคำที่อาจส่งผลในเชิงจิตวิทยาต่อการลงทุนทองคำแล้ว ยังทำให้ได้เห็นมุมมองของนักลงทุนรายใหญ่ที่มีต่อตลาดทองคำเนื่องจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ในต่างประเทศมักจะใช้กองทุน ETFs ทองคำเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารพอร์ตการลงทุน

ที่สำคัญ  คือ  “ราคาทองคำเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการถือครองทองคำของ ETF”  โดยในปี 2020  การระบาดของ COVID-19 ทำให้อุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคการลงทุน ETF ทองคำที่ดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมหาศาล จนผลักดันการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 3,899.9 ตันในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา  นำโดยกองทุน SPDR  ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก  และเป็นปัจจัยหลักที่หนุนส่งราคาทองคำในปีที่แล้ว

อย่างไรก็ดี  เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุน SPDR นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้  ทำให้ในช่วงที่ผ่านมากองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำ 7 เดือนติดต่อกัน(ต.ค.ปี 2020-เม.ย. 2021)รวม  -251.85 ตัน  ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันราคาทองคำในช่วงเวลาเดียวกันแต่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกที่เกิดขึ้น  อาทิ  กระแสเงินทุนไหลออกจาก SPDR ชะลอตัวลงในช่วงเดือนก.พ.-เม.ย.  และกองทุน SPDR กลับมาถือครองทองเพิ่มในเดือนพ.ค.

ดังนั้น หาก SPDR เดินหน้าเพิ่มการถือครองทองคำต่อไปจะสะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนทองคำซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยหนุนราคาทองคำ  หรือ  สกัดไม่ให้ราคาทองคำร่วงลงแรงดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 7 เดือนก่อนหน้านี้  กลับกันการกลับมาลดการถือครองทองคำก็ต้องระมัดระวังในการถือครองทองคำเช่นเดิม

หมายเหตุ : เนื้อหาข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่การชักชวนให้ซื้อ-ขาย หรือลงทุน หรือเป็นเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ และอาจะไม่สะท้อนถึงความเห็นของ GoldKUB.com ทั้งนี้ทีมงานไม่ยอมรับความผิดในความสูญเสีย และหรือ ความเสียหายที่เกิดจากการใช้ข้อมูลข้างต้น