หลังจากที่สหรัฐได้ประกาศใช้กฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้สินทรัพย์หลายตัวได้ปรับเพิ่มขึ้นและกดดันราคาทองคำ โดยเมื่อวานนี้ราคาทองคำได้ลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 1,699 ดอลลาร์ ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นมาและไปปิดที่ 1,718 ดอลลาร์ ก่อนที่ในช่วงเช้าวันนี้( 13 มี.ค.) ราคาทองคำได้ขึ้นไปเทสต์ระดับ 1,730 ดอลลาร์ แต่ยังไม่ผ่าน ซึ่งจะต้องมาดูว่าในสัปดาห์นี้ราคาทองคำจะปิดตลาดที่ระดับใด

ด้านบริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนฟิวเจอร์ส จำกัด หรือ YLG ได้มองแนวโน้มการเคลื่อนไหวราคาทองคำระยะสั้น โดยในรายสัปดาห์ ให้แนวรับไว้ที่  1,700 ดอลลาร์ หรือประมาณ บาทละ 24,800 บาท  ,1,676 ดอลลาร์ หรือประมาณ บาทละ 24,250 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่  1,759 ดอลลาร์ หรือประมาณ บาทละ 25,500 บาท และ1,794 ดอลลาร์ หรือประมาณ บาทละ 26,000 บาท

นางสาว ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนฟิวเจอร์ส จำกัด หรือ YLG กล่าวว่า แม้ในระยะสั้นราคาทองคำจะเกิดการรีบาวด์กลับ หลังจากราคาปรับตัวลดลงแรง แต่เพราะทิศทางในระยะกลางราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในแบบ Sideway Down (Trend line สีแดงและสีนำ’ เงิน) ทำให้ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวลงต่อตราบใดที่ยังไม่สามารถทะลุผ่านกรอบแนวต้านเหล่านั้นได้ ดังนั้นจึงเน้นให้นักลงทุนหาจังหวะลดการถือครองทองคำบริเวณแนวต้าน เพื่อรอเข้าซื้อในแนวรับที่ต่ำกว่า

สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน แนะนำให้นักลงทุนแบ่งทองคำออกขายหากราคาไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือโซนแนวต้านแรกบริเวณ 1,759- 1,776 ดอลลาร์ หรือบาทละ 25,500-25,750 บาทต่อบาททองคำ แต่หากผ่านแนวดังกล่าวได้อาจถือทองต่อเพื่อขายบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,800-1,794 ดอลลาร์ หรือบาทละ 26,000-26,100 บาทต่อบาททองคำ แล้วรอการอ่อนตัวลงของราคาจึงเข้าซื้อหากราคาย่อตัวไม่หลุดบริเวณ 1,700 ดอลลาร์ หรือ 24,800-24,500 บาทต่อบาททองคำ ชะลอการเข้าซื้อหากแนวดังกล่าว แล้วถอยจุดซื้อไปยังแนวรับถัดไปที่ 1,676 ดอลลาร์ หรือ 24,250 บาทต่อบาททองคำโดยตัดขาดทุนทันทีหากหลุดแนวเดียวกันนี้เนื่องจากจะทำให้การปรับฐานมีโอกาสลึกได้

CEO YLg goldkub
CEO YLg goldkub

ส่วนประเด็นที่ต้องจับมองในช่วงนี้ นอกเหนือจากผลพวงจากการประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) แม้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% แต่คงต้องจับตาสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หลังในช่วงที่ผ่านมาได้พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด จะแถลงหลังการประชุมเสร็จสิ้น

นอกจากนั้นยังจะมีการประกาศ Economic Projections (คาดการณ์ GDP, อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ) และ Dot Plot (คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด) ซึ่งเชื่อว่าจะเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทุกตัวในตลาดในระยะถัดๆไป