สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่าทองคำถือเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยราคาทองคำได้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ กว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงวิกฤตการแพรระบาดของไวรัส โควิด -19 เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ก่อนจะปรับลดลงเมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

ทั้งนี้รอยเตอร์ได้สำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้ค้าทองคำ 38 คน พบว่าราคาทองคำเฉลี่ยในไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 1,835 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,841 ดอลลาร์ในไตรมาสที่สี่ ส่วนราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ 1,812 ดอลลาร์ ขณะที่ในปี 2565 ราคาเฉลี่ยของทองคำจะอยู่ที่ 1,785 ดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นกว่าตัวเลขที่ได้สำรวจในแบบเดียวกันเมื่อเดือนเมษายนเล็กน้อย

นักวิเคราะห์ของ Julius Baer Carsten Menke ระบุว่า ความต้องการของทองคำน่าจะลดลงอีก สวนทางกับ ศก.ทั่วโลกที่ทยอยฟื้นตัว และอัตราเงินเฟ้อที่สูงก็มองว่าเป็นตัวเลขชั่วคราว พร้อมมองว่าธนาคารกลางหลายประเทศอาจจะเริ่มเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยกผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทำให้ทองคำลดความน่าสนใจลง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของ Julius Baer Carsten Menke  มองว่าในระยะสั้น ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างๆ ทั้งการฟื้นตัวของความต้องการเครื่องประดับทองคำ และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง รวมถึงจากตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

มาดูการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการสำรวจของ GoldKub.com พบว่าราคาทองคำได้แรงหนุนจากผลการประชุม FOMC ที่ยังคงนโยบายเดิมทั้งเรื่องของวงเงิน QE และยังคงมาปรับขึ้นดอกเบี้ย ก่อนได้แรงหนุนจากการแถลงของ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ที่ระบุถึงจุดยืนในเชิงผ่อนคลายนโยบายการเงินจะคงอยู่จนกว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะสมบูรณ์ 

โดยระบุว่าตลาดแรงงานยังห่างไกลจากจุดนั้น  และเศรษฐกิจยังคงห่างไกลจากการหารือเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์  และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวลง จนเป็นปัจจัยหนุนให้ทองคำทะยานขึ้นทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ  1,832 ดอลลาร์ ในศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะลดลงในช่วงท้ายตลาดเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ได้ฟื้นตัวกลับมา ก่อนจะมาปิดตลาดเหนือ 1810 ดอลลาร์เล็กน้อย

อ้างอิง https://www.kitco.com/news/2021-07-30/Reuters-poll-Gold-to-continue-trade-well-before-taking-a-dip.html