หลังจากที่ราคาทองคำได้สำสถิติสูงสุดเหนือ2,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา หลังจาก 1 ปีผ่านไป ราคาทองคำได้ลดลงจากจุดสูงสุด ประมาณ  12%  

John LaForge head of real asset strategy Wells Fargo  ระบุไว้ในรายงานว่า “ทองคำมีช่วงเวลาที่ย่ำแย่นับตั้งแต่ผ่านจุดสูงสุด เมื่อเทียบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์เฉลี่ย (อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Commodity Index) ที่เพิ่มขึ้น 34% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2020 ในขณะที่ราคาสปอตทองคำลดลง 12%

แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่านั่นคือวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน  โดยสินค้าโภคภัณฑ์หนึ่งสามารถแทนที่ด้วยแนวโน้มขาขึ้นที่ทรงพลังกว่าในสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ทั้งนี้ราคาทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 นับตั้งแต่นั้นมา ราคาทองคำก็ลดลง โดยถูกแทนที่ด้วยราคาน้ำมันและทองแดง ที่ดีดตัวขึ้น

แต่ John LaForge มองว่าอีกไม่นานทองคำก็จะกลับมาเป็นผู้นำในวัฏจักรขาขึ้นอีกครั้ง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้ทองคำของประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก

ทั้งนี้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการซื้อทองคำของจีนผ่านทางฮ่องกงเพิ่มขึ้น จาก 38 เมตริกตันต่อเดือนเป็น 154 ตัน  ทำให้มองว่าแนวโน้มของราคาทองคำจะกลับมาอีกครั้ง  และมองว่าการซื้อดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว John LaForge มองว่ายังมีปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมหภาคอีกหลายอย่าง ที่เป็นปัจจัยหนุนว่าราคาทองคำมีโอกาสจะกลับมาทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งทั้งอัตราดอกเบี้ยจริงติดลบ ไปจนถึงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ รวมถึงแนวโน้มการเติบโตในสินค้าโภคภัณฑ์

ขอบคุณข้อมูล Kitco news

l